ขออนุญาตเริ่มต้นด้วยการเกริ่นไว้ก่อนว่า เรื่องนี้อาจจะผิดไปจากแนวทางเดิมของบล็อก แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้มันหนักหนาพอที่อยากจะจดจำเอาไว้ เพื่อเตือนตัวเองถึงสิ่งที่ผ่านไป
ย้อนกลับไปในปี 2022 ตอนนั้นขอย้ายงานไปปราจีนบุรี แต่สุดท้ายไม่ได้ย้าย เมื่อกลับไปอยุธยา ก็เต็มใจที่จะถูกเลิกจ้างหลังจากทำงานมา 12 ปี 8 เดือน เพื่อตัดสินใจกลับบ้านเกิด ปลูกบ้านใหม่ และเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยความเต็มใจ แต่ครั้งนี้มันแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เพราะเป็นการถูกเลิกจ้างแบบกระทันหันจากงานใหม่ ก่อนอายุงานจะครบปีในอีกเพียง 23 วัน
จากคนที่ใช้สมองและสองมือทำงานกับคอมพิวเตอร์มาตลอดชีวิต ต้องมาทำงานกะดึก ยืนประกอบชิ้นส่วนเครื่องถ่ายเอกสารอย่างเร่งรีบ แข่งขันกับเวลาและสายพาน ในสถานที่แปลกใหม่และไม่มีแม้กระทั่งเพื่อนหรือคนรู้จัก การปรับตัวครั้งนี้เหมือนดิ่งลึกสู่จุดที่มืดมิดที่สุดของชีวิต
ในหัววนเวียนด้วยคำถามว่า "เราจะรอดผ่านช่วงเวลานี้ไปได้อย่างไร?" หดหู่ เศร้าหมอง หมดศรัทธาในตัวเอง มันเหมือนชีวิตตอกย้ำว่าความจริงคือสิ่งที่เราไม่สามารถหนีได้ อดเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนร่วมงานที่ขยันขันแข็ง แล้วกลับมามองตัวเองที่ยังเก้ๆ กังๆ ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า เรามันไม่เอาไหนจริงๆ
และก็อดคิดไม่ได้เช่นกันว่า ถ้าวันนั้นเลือกที่จะรองานใหม่ ใช้เงินช่วยเหลือคนว่างงานไปอีก 6 เดือน บางทีวันนี้อาจไม่ต้องมาอยู่ในจุดนี้
แต่สิ่งที่ยังยึดเหนี่ยวไม่ให้ถอยกลับ คือครอบครัวและคนรักที่อยู่ข้างๆ ทุกคนเคารพและสนับสนุนการตัดสินใจของเราเต็มที่ พร้อมบอกเสมอว่า "ถ้าไม่ไหว ก็ถอยออกมาได้ทันที" ซึ่งนี่เป็นโชคดีที่สุดในชีวิต ทำให้ยังอยากลองสู้ดูสักตั้งว่าจะผ่านไปได้ไหม
จนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาได้ครบ 1 เดือนแล้ว ต้องบอกว่ามันไม่ง่ายเลย ช่วงแรกขาปวดจนแทบยืนไม่ไหว มือและแขนเจ็บจากการใช้เครื่องขันสกรูในงานประกอบเครื่องถ่ายเอกสาร แต่เมื่อยังทำไม่คล่องในสองสัปดาห์แรก ก็ถูกย้ายหน้างานไปประกอบชิ้นส่วนที่ต้องใช้มือไวที่สุดในชีวิต แม้จะเหนื่อยกว่าเดิม แต่กลับรู้สึกว่าคล่องตัวขึ้นเล็กน้อย
"นี่คือบทเรียนที่ตอกย้ำว่า ชีวิตมันไม่เคยง่าย และไม่มีใครช่วยเราได้ นอกจากตัวเราเอง แม้จะเจ็บ แม้จะเหนื่อย แต่มันคือประสบการณ์ที่ทำให้เราแกร่งขึ้นในแบบที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน"
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น